ในฉบับที่แล้วได้ทิ้งท้ายให้ผู้อ่านช่วยกันคิดเป็นการบ้านว่า ทำไมคอลัมน์รู้ทันประกันรถยนต์ถึงนำเหตุผลที่ว่า บริษัทประกันภัยไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้กับผู้ประสบภัยที่เกิดขึ้นไปบนรถบรรทุกเพื่อคลุมผ้าใบแล้วพลัดตกลงมาได้รับบาดเจ็บ ทั้งๆ ที่ชายผู้นั้นจัดเป็นผู้ประสบภัยตามคำนิยามในมาตรา 4 ซึ่งตามมาตรา 20 ได้ระบุไวัชัดเจนว่า เมื่อมีความเสียหายเกิดแก่ผู้ประสบภัยจากรถที่บริษัทได้รับประกันไว้ ให้บริษัทจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยเมื่อได้รับคำร้องขอจากผู้ประสบภัย อีกทั้งความในมาตรา 15 และมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ยังห้ามไม่ให้บริษัทยกเอาเหตุใดๆ แม้กระทั่งความไม่สมบูรณ์ของกรมธรรม์หรือการฝ่าฝืนเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยมาปฏิเสธความรับผิดในการชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นให้กับผู้ประสบภัย ในเมื่อกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนแล้วยังจะมีเหตุผลใดอีกที่จะสามารถหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างเพื่อปฏิเสธการชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นได้อีก
ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การตีความกฎหมายจะอ่านเพียงตัวบทกฎหมายอย่างเดียวหรือแม้กระทั่งอ่านให้จนจบทุกมาตรานั้นยังไม่พอทั้งยังไม่สามารถตีความได้ ควรต้องพิจารณาต่อไปถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้นๆ ประกอบด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมาย คือ เหตุผลในการประกาศใช้บังคับ
สำหรับเหตุผลที่บ่งบอกว่า บริษัทไม่จำเป็นต้องชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้น เนื่องมาจากนิยามของคำว่า "ความเสียหาย"ในมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ความหมายว่า เป็นความเสียหายต่อชีวิต ร่างกายหรืออนามัยอันเกิดจากรถ จากคำนิยามดังกล่าวบอกให้ทราบว่า ความเสียหายที่เกิดแก่ผู้ประสบภัยต้องเกิดมาจากรถเป็นต้นเหตุ ทว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นดังกล่าวนั้น เกิดจากความประมาทของคนงานเอง ไม่มีบุคคลอื่นไปก่อให้เกิดความเสียหาย
เหตุผลประการต่อมาคือ ความในมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถพ.ศ. 2535 บัญญัติให้บริษัทหรือสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น ตามมาตรา 20 มาตรา 23 หรือมาตรา 24 ให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ โดยไม่รอการพิสูจน์ความรับผิดของเจ้าของรถหรือผู้ขับขี่รถต่อไปว่า ต้องรับผิดต่อผู้ประสบภัยหรือไม่ ก็ให้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นไปก่อน แต่กรณีคนงานพลัดตกลงมาจากรถเองนั้นไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องพิสูจน์ความรับผิดของเจ้าของรถหรือผู้ขับขี่แต่ประการใด
|