ตามที่คอลัมน์นี้เคยเสนอเรื่องของนายดำที่เป็นฝ่ายประมาทจนทำให้เกิดอุบัติเหตุ แต่นายดำบ่ายเบี่ยงการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจนอายุความล่วงเลยมาถึง 1 ปี จึงฟ้องคดีต่อศาล ศาลจึงพิจารณายกฟ้องเนื่องจากนายดำต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความ ทว่านายดำได้มาแจ้งภายหลังว่ารถยนต์ของตนมีประกันภัย ทำให้บริษัทประกันภัยปฏิเสธโดยอ้างหลักประกันภัยค้ำจุนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 887 ว่า การประกันภัยค้ำจุนเป็นการประกันภัยที่ผู้รับประกันภัยจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับบุคคลภายนอกเมื่อนายดำหลุดพ้นความรับผิดแล้วบริษัทก็ไม่ต้องรับผิดด้วย แต่คอลัมน์นี้ได้หยิบยกเอามาตรา 882 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบัญญัติเรื่องอายุความฟ้องร้องผู้รับประกันภัย มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันเกิดวินาศภัยขึ้นพร้อมทั้งอ้างถึงคำพิพากษาฎีกาที่ 44791 /2533 บริษัทประกันภัยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้ชายนั้น
เนื่องจากมีผู้สงสัยว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้นในเมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 887 บัญญัติไว้ว่า ผู้รับประกันภัยจะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกก็ต่อเมื่อผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิด ส่วนกรณีนี้ผู้เอาประกันภัยหลุดพ้นความรับผิดไปแล้ว แต่ยังต้องรับผิดอีก ทำไมกฎหมายจึงขัดกันเช่นนั้น ขอให้คอลัมน์ช่วยชี้แจงข้อข้องใจให้ทราบด้วย
เหตุที่กฎหมายบัญญัติให้มีอายุความเกี่ยวกับสิทธิ ก็เพื่อตัดปัญหามิให้คดีความรกโรงศาลและเพื่อประโยชน์ของประชาชนในด้านความมั่นคงแน่นอน มั่นคงแห่งกิจการและทรัพย์สิน ถ้ากฎหมายไม่กำหนดอายุความไว้ จะมีข้อพิจารณาโต้เถึยงอยู่ตลอดไม่มีวันสิ้นสุดเป็นการยุ่งยากที่จะต้องเตรียมหลักฐานไว้สู้คดี พยานบุคคลอาจล้มหายตายจากและพยานเอกสารอาจสูญหาย
และเมื่ออายุความล่วงพ้นไปแล้วจนเป็นเหตุให้สิทธิเรียกร้องขาดอายุความ ลูกหนี้มีสิทธิบอกปัดการชำระหนี้ได้ แต่ถ้าชำระหนี้ไปมากน้อยเท่าใดก็ไม่สามารถเรียกคืนได้ แม้ชำระไปโดยไม่รู้กำหนดอายุความก็ตาม ดังนั้นการที่คดีขาดอายุความมิได้หมายความว่าหนี้นั้นระงับไป กฎหมายเพียงแต่ให้สิทธิลูกหนี้บอกปัดการชำระหนี้ได้เท่านั้น อายุความที่ครบบริบูรณ์แล้วลูกหนี้ยังอาจสละประโยชน์แห่งอายุความได้ และถ้าลูกหนี้ไม่ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลไม่อาจอ้างอายุความมาเป็นมูลยกฟ้องได้
ดังนั้นกรณีของนายดำแพ้ศาลพิพากษายกฟ้องแต่หนี้ละเมิดนั้นยังคงอยู่มิได้ระงับสิ้นไปนั้น ลูกหนี้จึงยังไม่หลุดพ้นความรับผิดกฎหมายเพียงแต่กำหนดระยะเวลาการใช้สิทธิเรียกร้องไว้ต่างกันคือ 1 ปี สำหรับผู้ทำละเมิด แ ละ 2 ปี สำหรับผู้รับประกันภัย กฎหมายมิได้มีความขัดกันแต่ประการใดเพียงแต่กำหนดระยะเวลาไว้แตกต่างกันเท่านั้น
|