25. ผู้ก่อเหตุหลบหนีตามจับไม่ได้ ผู้เสียหายจะร้องขอค่าสินไหมได้ที่ใคร ?

           รถยนต์ขสมก.คันหนึ่งวิ่งจากบางบัวมุ่งหน้าไปสามแยกเกษตรด้วยความเร็วปกติ เมื่อมาถึงบริเวณปากซอยพหลโยธิน 40 ได้มีรถจักรยานยนต์วิ่งด้วยความเร็วสูงออกมาจากซอยดังกล่าวตัดหน้ารถยนต์ขสมก.กะทันหัน นายปรากฎคนขับรถขสมก.จึงเหยียบเบรกอย่างแรงด้วยความตกใจ เป็นเหตุให้นายปราการผู้โดยสารซึ่งยืนอยู่ด้านหน้ารถถูกแรงเหวี่ยงของรถกระเด็นไปปะทะกับกระจกหน้ารถ ทำให้กระจกหน้ารถแตกบาดตามร่างกายของนายปราการผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บ ต้องนำส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน โดยแพทย์ต้องนำเข้าห้องผ่าตัดเพื่อเอาเศษกระจกออกและเย็บแผลถึง 40 เข็ม คิดเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจำนวน 16,000 บาท ส่วนผู้โดยสารคนอื่นๆ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยไม่ต้องทำการรักษาพยาบาล ขณะที่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์หนีไปและไม่มีใครจดจำหมายเลขทะเบียนได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มาตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุและสอบปากคำผู้ขับขี่รถขสมก.และผู้โดยสารแล้ว ลงความเห็นว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากความประมาทของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เพียงฝ่ายเดียว เมื่อเหตุเกิดเช่นนี้ บริษัทประกันภัย ที่รับประกันภัย รถขสมก. ตามพ.ร.บ. บุคคลที่ 3 จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมให้นายปราการผู้โดยสารหรือไม่ เพราะเหตุใด ?

          เมื่อปรากฏว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นสามารถพิสูจน์ความรับผิดได้ว่าผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เป็นฝ่ายประมาทเพียงฝ่ายเดียว ผู้ที่จะต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดคือผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ กระนั้นบริษัทที่รับประกันภัยรถยนต์ขสมก.จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับนายปราการผู้โดยสารแต่ประการใด อีกทั้งเมื่อไม่มีกรณีที่ต้องพิสูจน์ความความรับผิดของนายปรากฎผู้ขับขี่รถขสมก.บริษัทประกันภัย ก็ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้กับนายปราการผู้โดยสารอีกเช่นกัน เพราะไม่มีข้อสงสัยว่านายปรากฎผู้ขับขี่รถขสมก.จะต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นหรือไม่ ในเมื่อนายปราการซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้ประสบภัยจากรถไม่ได้รับการชดใช้ค่าสินไหมจากบริษัทประกันภัยด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ย่อมมีสิทธิไปร้องขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยของกรมการประกันภัยได้เป็นจำนวนเงิน 15,000 บาท ตามข้อกำหนดในมาตรา 23 (4) แห่งพ.ร.บ.บุคคลที่ 3 พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.บุคคลที่ 3 (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2540