39. คู่กรณีไม่ระบุจำนวนเงินชดใช้ความเสียหายถือว่าเป็นสัญญาประนอมยอมความได้หรือไม่
รถยนต์ของนายสังเกตได้เอาประกันภัยประเภทหนึ่ง ไว้กับบริษัทพิมานประกันภัย จำกัด เกิดอุบัติเหตุชนกับรถยนต์ของนายสังวรณ์ โดยรถยนต์ของนายสังเกตเป็นฝ่ายประมาท ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันเองและลงบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีไว้ที่สถานีตำรวจว่านายสังเกตยินดีชดใช้ค่าเสียหายให้ทั้งหมดได้แก่ รับซ่อมรถยนต์ของนายสังวรณ์ให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยและชดใช้ค่าสินค้าที่บรรทุกมาบนรถของนายสังวรณ์ได้รับความเสียหายด้วย แต่จำนวนเงินที่จะชดใช้และวิธีการชดใช้ยังไม่ได้ระบุไว้ เนื่องจากยังไม่ได้มีการตีราคาค่าเสียหายกันไว้
ทั้งนี้นายสังวรณ์ได้ทำประกันภัยประเภทหนึ่งและประกันภัยสินค้าที่ขนส่งไว้กับบริษัทภิมุข ประกันภัย จำกัด ซึ่งเมื่อบริษัทประกันภัยดังกล่าว ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายต่อรถยนต์ และสินค้าให้กับนายสังวรณ์แล้ว จึงเข้ารับช่วงสิทธิของนายสังวรณ์ มาไล่เบี้ยเอากับบริษัทพิมาน ประกันภัย จำกัด ผู้รับประกันภัยรถยนต์ของนายสังเกตให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่บริษัทภิมุขฯ ได้ชดใช้ให้กับนายสังวรณ์ไปแล้ว แต่บริษัทพิมานประกันภัยฯ ปฏิเสธที่จะชดใช้โดยอ้างว่า นายสังเกตได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่จะชดใช้ให้กับนายสังวรณ์ แล้วทำให้มูลหนี้เดิมคือ หนี้ที่เกิดจากการละเมิดเป็นอันระงับสิ้นไป เกิดหนี้ใหม่คือ หนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความขึ้นมาแทน บริษัทภิมุข ประกันภัยฯ จึงเข้ามารับช่วงสิทธิของนายสังวรณ์มาไล่เบี้ยจากบริษัทพิมานประกันภัย จำกัด หาได้ไม่ อยากทราบว่าข้ออ้างของบริษัทพิมานประกันภัยฯรัรบฟังได้หรือไม่ อย่างไร เมื่อข้อความที่ตกลงกันไว้ในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดียังไม่ได้ระบุจำนวนเงินที่จะชดใช้และวิธีการที่จะชดใช้ ้กันไว้ให้ชัดเจนจึงยังไม่สามารถขจัดปัญหาข้อโต้แย้งให้หมดไปได้ส่วนข้อความในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีดังกล่าวจึงเป็นเพียงหนังสือ ที่นายสังเกตยอมรับสภาพต่อนายสังวรณ์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดเพราะไม่มีรายละเอียดหรือข้อตกลงที่แน่นอนเกี่ยวกับ จำนวนเงินที่ต้องชำระและวิธีการชำระ อันจะทำให้ปราศจากข้อโต้แย้งกันอีก จึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความอันจะทำให้นายสังเกตหลุดพ้นจากความรับผิดในมูลละเมิดแต่ประการใด ดังนั้นบริษัทภิมุข ประกันภัยฯ จึงสามารถรับช่วงสิทธินายสังวรณืมาไล่เบี้ยเอากับบริษัทพิมานประกันภัยฯ ได้ (คำพิพากษาฎีกาเลขที่ 127/2538)