42. รถพ่วงมีระบบห้ามล้อเชื่อมโยงถึงกันหรือไม่
ตามที่คอลัมน์รู้ทันประกันรถยนต์ฉบับที่ 1,345 ได้เสนอเรื่องของท่านผู้อ่านท่านหนึ่ง ได้เอาประกันภัยรถบรรทุกสิบล้อแบบคุ้มครองรวม (Comprehensive) หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า การประกันภัยประเภทหนึ่ง ต่อมาได้ซื้อรถพ่วงมาคันหนึ่งแต่ไม่ได้ทำประกันภัยไว้ เมื่อได้นำเอารถพ่วงบรรทุกสินค้าพ่วงไปกับรถบรรทุกสิบล้อไปเกิดอุบัติเหตุ บริษัทประกันภัยปฏิเสธการชดใช้ความเสียหายที่เกิดแก่รถบรรทุกสิบล้อ อ้างว่าไม่อยู่ในข่ายข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ ซึ่งระบุไม่คุ้มครองความเสียหายที่เกิดจาก "การใช้ลากจูงหรือผลักดัน เว้นแต่รถที่ถูกลากจูงหรือถูกผลักดันได้ประกันภัยไว้กับบริษัทด้วย หรือเป็นรถลากจูงโดยสภาพหรือรถที่มีระบบห้ามล้อเชื่อมโยงถึงกัน" และคอลัมน์นี้ได้ให้เหตุผลว่า การที่กรมธรรม์ได้กำหนดเป็นข้อยกเว้นไว้ดังกล่าว ก็เนื่องจากการใช้รถคันเอาประกันภัยไปใช้ลากจูงหรือไปใช้ผลักดันรถคันอื่นมีความเสี่ยงสูง กรมธรรม์จึงต้องกำหนดเป็นข้อยกเว้นไว้ พร้อมทั้งได้หยิบยกเอาคำพิพากษาฎีกาที่ 309/2539 มาเป็นข้ออ้างอิงด้วย
ปัญหาที่ยังเคลือบแคลงสงสัย ก็คือ รถพ่วงคันดังกล่าวมีระบบห้ามล้อเชื่อมโยงถึงกันหรือไม่ ในคอลัมน์นี้ไม่ได้บอกไว้ คงต้องเรียนให้ทราบกันในฉบับนี้ว่า รถพ่วงคันดังกล่าวไม่ได้มีระบบห้ามล้อเชื่อมโยงถึงกัน ต่อมาในปัจจุบันระบบการขนส่งได้มีการพัฒนาไปมาก มีการซื้อหัวรถลากไปพ่วงกับรถพ่วงใช้บรรรทุกสินค้าได้คราวละมากๆ หรือในกรณีรถบรรทุก มีการนำรถพ่วงมาพ่วงเพื่อเฉลี่ยน้ำหนัก โดยมีระบบห้ามล้อเชื่อมโยงถึงกันความเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายมีน้อยกว่ากรณีรถเครื่องเสียเป็นอันมาก แต่รถพ่วงอาจทำประกันภัยไว้ต่างบริษัทกัน ทำให้บริษัทประกันภัยปฏิเสธการชดใช้ได้ เพราะเข้าข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ ซึ่งเรื่องอย่างนี้มีอยู่เป็นจำนวนมากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดจึงได้มีการแก้ไขปรับปรุงกรมธรรม์เสียใหม่ กล่าวคือ ถ้าเป็นรถพ่วงโดยสภาพหรือรถที่มีระบบห้ามล้อเชื่อมโยงถึงกันแม้จะประกันภัยไว้ต่างบริษัทกันหรือรถพ่วงไม่มีประกันภัยก็ตาม ถ้ารถคันเอาประกันภัยเกิดอุบัติเหตุได้รับความเสียหาย กรมธรรม์ก็ต้องให้ความคุ้มครอง ทั้งนี้ได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 เป็นต้นมา