47. รถสองคันชนกันประมาทเท่ากันผู้ประสบภัยจะเรียกร้องค่าสินไหมได้อย่างไร
นายกำมะลอขับรถยนต์ของตนซึ่งได้เอาประกันภัย พ.ร.บ.บุคคลที่สามไว้กับบริษัทกัลปพฤกษ์ประกันภัย จำกัด โดยมีนางสาวกำมะหยี่ แฟนสาวนั่งโดยสารไปด้วย มุ่งหน้าจากอำเภอเมืองเชียงใหม่ไปตามถนนสายเชียงใหม่-ฝาง เพื่อจะไปยังอำเภอฝาง เมื่อรถวิ่งไปถึงสามแยกแม่มาลัยได้เกิดอุบัติเหตุชนกับรถยนต์คันหนึ่ง ซึ่งวิ่งมาจากอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน กำลังเลี้ยวขวาจะไปยังจังหวัดเชียงใหม่ ขับขี่โดยนายกำมะถัน รถของนายกำมะถันได้เอาประกันภัยพ.ร.บ.บุคคลที่สามไว้กับบริษัทกำแพงประกันภัย จำกัด ผลการพิสูจน์ความรับผิดของพนักงานสอบสวนปรากฎว่า นายกำมะลอและนายกำมะถันต่างฝ่ายต่างประมาทไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นทำให้นางสาวกำมะหยี่ได้รับบาดเจ็บเสียค่ารักษาพยาบาลทั้งสิ้นเป็นเงิน 60,000 บาท บริษัทกัลปพฤกษ์ประกันภัย จำกัด ตกลงจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้นางสาวกำมะหยี่ครึ่งหนึ่งเป็นเงิน 30,000 บาท อีก 30,000 บาท ให้ไปเรียกร้องเอากับบริษัทกำแพงประกันภัย จำกัด ฝ่ายบริษัทกำแพงประกันภัย จำกัด บอกว่านางสาวกำมะหยี่นั่งอยู่ในรถซึ่งประกันภัยไว้กับบริษัทกัลปพฤกษ์ประกันภัย จำกัด บริษัทดังกล่าวต้องรับผิด 50,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 10,000 บาทจึงเป็นหน้าที่ของบริษัทกำแพงประกันภัย จำกัด จึงขอทราบว่าที่ถูกต้องเป็นอย่างไร
เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า ทั้งนายกำมะลอและนายกำมะถันประมาทไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน กรณีอย่างนี้ไม่ใช่ร่วมกันทำละเมิด แต่ต่างคนต่างกระทำการโดยประมาท หลักการชดใช้ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 438 กล่าวคือ ต้องวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ในกรณีนี้ต้องถือว่าประมาทเท่าๆ กัน ดังนั้นนายกำมะลอและนายกำมะถัน จึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับนางสาวกำมะหยี่ฝ่ายละ 30,000 บาท เท่าๆ กัน การชดใช้ที่ถูกต้องก็คือ บริษัทกัลปพฤกษ์ประกันภัย จำกัด และบริษัทกำแพงประกันภัย จำกัด ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับนางสาวกำมะหยี่บริษัทละกึ่งหนึ่งของความเสียหายที่แท้จริงเป็นจำนวนเงินบริษัทละ 30,000 บาท และไม่อาจนำเอาหลักที่ว่าผู้รับประกันภัยคนแรกต้องรับผิดก่อน ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 870 มาใช้บังคับได้ เพราะเป็นกรณีที่มีผู้ทำละเมิด 2 คน ต้องรับผิดต่อผู้ถูกละเมิดคนเดียวกันในผลแห่งละเมิดเดียวกัน