5. ผลเสียของการไม่ซื้อประกันภัยพ.ร.บ.บุคคลที่ 3

          มารุตเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์คันหนึ่งซึ่งได้ซื้อประกันภัยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถหรือประกันภัยพ.ร.บ.บุคคลที่ 3 มาเป็นระยะเวลา 3 ปีแล้ว โดยที่ตลอดระยะเวลาดังกล่าวรถจักรยานยนต์ของตนเองไม่เคยเกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้นเลย ดังนั้นพอขึ้นปีที่ 4 มารุตจึงตัดสินใจไม่ซื้อประกันภัยอีกเพราะเห็นว่าเป็นการเสียเงินซื้อเบี้ยประกันภัยไปโดยเปล่าประโยชน์ ทว่าวันหนึ่งนายเขียวเพื่อนของมารุตได้ขอยืมรถจักรยานยนต์ไปใช้และเกิดอุบัติเหตุชนกับรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่ง ซึ่งมีประกันภัยตามพ.ร.บ. บุคคลที่ 3 ไว้กับบริษัทประกันภัยอย่างถูกต้อง แต่เนื่องจากขณะนั้นยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ารถคันใดเป็นฝ่ายผิดเพราะผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ทั้งสองคันได้รับบาดเจ็บทั้งคู่ จึงทำให้ในขั้นแรกบริษัทประกันภัยรถคู่กรณีได้ดำเนินการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้กับผู้เอาประกันภัยรถของตนเอง ซึ่งก็คือผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์คู่กรณีไปเรียบร้อยแล้ว

           ส่วนทางด้านนายเขียวนั้น ทางกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย ได้เข้ามารับหน้าที่เป็นผู้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้ก่อนเป็นจำนวนเงิน 15,000 บาท ต่อมากองทุนมีหนังสือแจ้งมาถึงมารุตให้จ่ายเงินคืนกองทุนเป็นเงิน 15,000 บาทโดยอ้างว่ามารุตไม่ยอมจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่นายเขียว ซึ่งมารุตเห็นว่าการที่กองทุนเรียกเงินคืนจากเขาเช่นนี้เป็นการไม่ยุติธรรม เพราะตัวเองไม่ได้เป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อนายเขียวแต่ประการใด ดังนั้นจึงขอเรียนถามว่า ในกรณีเช่นนี้กองทุนมีสิทธิอันใดที่จะขอเรียกเงินค่าเสียหายเบื้องต้นคืนจากมารุต ?

           สำหรับเหตุการณ์ที่เล่ามาข้างต้นนั้นตามเนื้อหาของพ.ร.บ.บุคคลที่ 3 ได้กำหนดให้เจ้าของรถต้องเอาประกันภัย เพื่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัย เมื่อรถที่รับประกันภัยเกิดอุบัติเหตุขึ้นและมีผู้ประสบภัยจากรถ ที่บริษัทรับประกันภัยไว้ บริษัทก็จะจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นและค่าสินไหมทดแทนให้ผู้ประสบภัยโดยเงินที่นำมาจ่ายนั้น นำมาจากเบี้ยประกันภัยที่เข้าของรถได้ทำประกันภัยไว้กับบริษัทนั่นเอง แต่ถ้าเจ้าของรถไม่ยอมเอาประกันภัยตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ นอกจากจะต้องถูกเปรียบเทียบปรับฐานฝ่าฝืนไม่ทำประกันภัยแล้วเจ้าของรถยังมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้กับผู้ประสบภัยด้วยตามนัยมาตรา 23(1) แห่งพ.ร.บ.บุคคลที่ 3 พ.ศ. 2535 โดยไม่คำนึงว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้นตนเองเป็นผู้ขับหรือบุคคลอื่นเป็นผู้ขับก็ตาม

           ดังนั้นกรณีของนายมารุตซึ่งจัดอยู่ในประเภทที่ว่า ตัวเองเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ที่ไม่ซื้อประกันภัยไว้ตามกฎหมายกำหนด จนเมื่อเกิดอุบัติเหตุก็ไม่ได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น จึงเป็นหน้าที่ของกองทุนที่จะต้องเข้ามาจ่ายแทนไปก่อน ตามนัยมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ.บุคคลที่ 3 พ.ศ. 2535 และเมื่อกองทุนได้จ่ายแทนไปแล้วในมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.บุคคลที่ 3 พ.ศ. 2535 ยังจะให้สิทธิแก่กองทุนเต็มที่ในการเรียกเก็บเงินที่จ่ายไปให้ผู้ประสบภัยคืนกลับเข้าสู่กองทุน นอกจากนั้นเจ้าของรถยังต้องเสียเงินเพิ่มอีกในอัตราร้อยละ 20 ของจำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นที่จ่ายจากกองทุนเข้าสมทบกองทุนอีกด้วย