| ถนนราดยางสีดำทอดยาวลดเลี้ยวไปเบื้องหน้า
ดูเหมือนงูยักษ์ขนาดใหญ่ที่ลัดเลาะจากเทือกเขาสู่พงไพร สายฝนยังคงโปรยปรายตลอดเวลา
ตั้งแต่เราเริ่มออกจากตัวเมืองกาญจนบุรี ถนนฉ่ำปริ่มด้วยสายน้ำ |
| ขนาดออกจากเมืองได้ไม่นาน
ฝนยังฉ่ำฟ้าถึงเพียงนี้ แล้วจุดหมายปลายทางของเราที่ "เหมืองสมศักดิ์"
ปิล็อก จะเป็นอย่างไร |
| สายฝนเริ่มซาลงจนขาดเม็ด
หลังจากเช็คสัมภาระที่ขาดเหลืออีกครั้งในตลาดทองผาภูมิ เราเริ่มมุ่งหน้าสู่
จุดหมาย |
| เรามาพักอีกครั้งบริเวณศาลเจ้าพ่อเขายาว
ที่คนรุ่นเก่าย้ำนักย้ำหนาว่า ถ้าจะไปมาไม่ว่าจะรีบเร่งอย่างไร ก็ต้องแวะสักการะให้จงได้
|
| กว่าเราจะถึงปากทางเข้าเหมืองสมศักดิ์
เวลาล่วงเลยไปเกือบ 5 โมงเย็น บนป้ายทางเข้าแสดงความจริงใจ อย่างชัดเจนว่า
ถนนดินแดงอีกราว 5 กม. ที่จะเลี้ยวลงไป เหมาะสำหรับรถโฟร์วีลไดรฟ์เท่านั้น
|
| เราได้สัมผัสกับเส้นทางแบบออฟโรดทันที
ทุกคันในทีมไม่ว่าจะเป็น จี๊ป เชอโรกี 4.0 ลิตร, ฟอร์ด เรนเจอร์ ดับเบิ้ล
แค๊ป, และโตโยต้า ไทเกอร์ พร้อมใจกันเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนเป็น 4 LO
ก่อนขับข้ามแนวท่อแก๊ส ลัดเลาะไปตามสันเขาที่ด้านข้างเป็นหุบเหวลึก ก่อนจะคืบคลานลงช้าๆ
พร้อมกับมีอาการลื่นสไลด์จากพื้นดิน ที่ชุ่มน้ำจนกลายเป็นโคลน สะพานบางช่วงที่เกิดจากการนำท่อแก๊สมาวางแทนท่อน้ำ
แล้วใช้หินวางทับเป็น สะพาน วันนั้นน้ำขึ้นสูงจนท่วมสะพานราวหัวเข่า
ทำให้ต้องค่อยๆ ไป จากนั้นเลี้ยวขวาผ่านประปาภูเขาที่มีน้ำ ไหลตลอด 24
ชม. โดยดัดแปลงมาจากท่อสูบน้ำ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว 1 ฟุต อันเป็นของเหลือใช้จาก
เหมืองฉีด เป็นหลักฐษนสำคัญว่า เรามาถึงดินแดนในอดีต หินทุกก้อนมีมูลค่าไม่ต่างจากทองคำ
หรือจะพูด ง่ายๆ ว่า ที่มี้เมื่อ 30-40 ปี ที่ผ่านมา ก็ไม่ต่างอะไรกับยุคตื่นทองในอเมริกา
เมื่อราว 200 ปีก่อน |
| เรือนพักอยู่บนเนินเหนือขึ้นไปอีกเล็กน้อย
พวกเราตัดสินใจเดินข้ามลำธารขนาดเล็กที่ระดับสูราวหัวเข่า แทนที่จะขึ้นรถไป
ในความสูงเหนือระดับน้ำทะเลราว 800-900 เมตร ผู้ที่ชอบท่องไพรคงทราบดีว่า
มีโอกาส พบพรรณไม้แปลกๆ ที่เราไม่พบเห็นในที่ราบทั่วไป |