Back to Siamcar
TRAVEL : เหมืองสมศักดิ์ น้ำตกเจ็ดมิตร
pic_1.jpg (28798 bytes)
pic_2.jpg (22877 bytes)
ถนนราดยางสีดำทอดยาวลดเลี้ยวไปเบื้องหน้า ดูเหมือนงูยักษ์ขนาดใหญ่ที่ลัดเลาะจากเทือกเขาสู่พงไพร สายฝนยังคงโปรยปรายตลอดเวลา ตั้งแต่เราเริ่มออกจากตัวเมืองกาญจนบุรี ถนนฉ่ำปริ่มด้วยสายน้ำ
ขนาดออกจากเมืองได้ไม่นาน ฝนยังฉ่ำฟ้าถึงเพียงนี้ แล้วจุดหมายปลายทางของเราที่ "เหมืองสมศักดิ์" ปิล็อก จะเป็นอย่างไร
สายฝนเริ่มซาลงจนขาดเม็ด หลังจากเช็คสัมภาระที่ขาดเหลืออีกครั้งในตลาดทองผาภูมิ เราเริ่มมุ่งหน้าสู่ จุดหมาย
เรามาพักอีกครั้งบริเวณศาลเจ้าพ่อเขายาว ที่คนรุ่นเก่าย้ำนักย้ำหนาว่า ถ้าจะไปมาไม่ว่าจะรีบเร่งอย่างไร ก็ต้องแวะสักการะให้จงได้
กว่าเราจะถึงปากทางเข้าเหมืองสมศักดิ์ เวลาล่วงเลยไปเกือบ 5 โมงเย็น บนป้ายทางเข้าแสดงความจริงใจ อย่างชัดเจนว่า ถนนดินแดงอีกราว 5 กม. ที่จะเลี้ยวลงไป เหมาะสำหรับรถโฟร์วีลไดรฟ์เท่านั้น
เราได้สัมผัสกับเส้นทางแบบออฟโรดทันที ทุกคันในทีมไม่ว่าจะเป็น จี๊ป เชอโรกี 4.0 ลิตร, ฟอร์ด เรนเจอร์ ดับเบิ้ล แค๊ป, และโตโยต้า ไทเกอร์ พร้อมใจกันเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนเป็น 4 LO ก่อนขับข้ามแนวท่อแก๊ส ลัดเลาะไปตามสันเขาที่ด้านข้างเป็นหุบเหวลึก ก่อนจะคืบคลานลงช้าๆ พร้อมกับมีอาการลื่นสไลด์จากพื้นดิน ที่ชุ่มน้ำจนกลายเป็นโคลน สะพานบางช่วงที่เกิดจากการนำท่อแก๊สมาวางแทนท่อน้ำ แล้วใช้หินวางทับเป็น สะพาน วันนั้นน้ำขึ้นสูงจนท่วมสะพานราวหัวเข่า ทำให้ต้องค่อยๆ ไป จากนั้นเลี้ยวขวาผ่านประปาภูเขาที่มีน้ำ ไหลตลอด 24 ชม. โดยดัดแปลงมาจากท่อสูบน้ำ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว 1 ฟุต อันเป็นของเหลือใช้จาก เหมืองฉีด เป็นหลักฐษนสำคัญว่า เรามาถึงดินแดนในอดีต หินทุกก้อนมีมูลค่าไม่ต่างจากทองคำ หรือจะพูด ง่ายๆ ว่า ที่มี้เมื่อ 30-40 ปี ที่ผ่านมา ก็ไม่ต่างอะไรกับยุคตื่นทองในอเมริกา เมื่อราว 200 ปีก่อน
เรือนพักอยู่บนเนินเหนือขึ้นไปอีกเล็กน้อย พวกเราตัดสินใจเดินข้ามลำธารขนาดเล็กที่ระดับสูราวหัวเข่า แทนที่จะขึ้นรถไป ในความสูงเหนือระดับน้ำทะเลราว 800-900 เมตร ผู้ที่ชอบท่องไพรคงทราบดีว่า มีโอกาส พบพรรณไม้แปลกๆ ที่เราไม่พบเห็นในที่ราบทั่วไป
รุ่งเช้าสายฝนยังคงโปรบปราย แม้ว่าจะตกอย่างเกรี้ยวกราดมาแล้วในช่วงดึก ถนนดินลูกรังอัดแน่นสาย เล็กๆ หน้าบ้านพักอ่อนตัวลงมาก หลังจากจัดการกับอาหารมื้อเช้า เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นอีกครั้ง เพียงไม่กี่ ร้อยเมตรจากบ้านพัก ทุกคันก็ต้องเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนเข้าสู่ 4 LO แล้วค่อยคืบคลานเข้าสู่เนินเบื้องหน้า ทางช่วงนี้ แม้จะมีรากฐานแน่น เพราะเป็นเส้นทางลำเลียงแร่ แต่การที่เลิกใช้มากว่า 30 ปี ทำให้สภาพ ทรุดโทรมลงมาก และลื่นไถล เพราะเต็มไปด้วยก้อนกรวดขนาดเล็กเป็นพื้นรองอยู่เบื้องล่าง และหินภูเขา ขนาดใหญ่อยู่เบื้องบน โอกาสที่ปีนป่ายขึ้นไป และเสียงจังหวะหินพลิกกระแทกช่วงล่าง ได้รับความเสียหายจึงมีค่อนข้างสูง
เหมือนเทวดาเกรงว่าจะไม่ได้ภาพสวยๆ สายฝนเทกระหน่ำอีกครั้ง เส้นทางบางช่วงกลายเป็นร่องลึกและ โคลนที่ลื่นไหล ส่งผลให้รถมีอาการเสียหลักขวางทางเป็นบางช่วง แม้จะมีอุปกรณ์ที่เตรียมมาอย่างครบครัย ไม่ว่าจะเป็นวินซ์ รอกทด เชือกกระตุก ไฮลิฟท์แจ๊ค แต่เราตกลงกันว่า ครั้งนี้จะใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือให้น้อย ที่สุด การเลือกตำแหน่งการวางล้อที่ถูกต้อง การควบคุมคันเร่ง การรู้จักใช้ความเร็ว กำลังให้เหมาะสม การ ควบคุมพวงมาลัยที่ดี จึงเป็นการแก้ไขปัญหาที่ได้ผล และเสียเวลาน้อยกว่า
ผลจากการที่มีฝนตกหนักมาตลอด ทำให้เกิดน้ำตกเล็กๆ หลายสายขึ้น และเมื่อเราอยู่จุดสูงสุดของสันเขา แล้วเพ่งมองผ่านสายฝนออกไป จะเห็นว่าบางยอดเขาจะเกิดน้ำตกขึ้นนับสิบสายเลยทีเดียว
ระหว่างทางไปเหมืองสมศักดิ์ 2 เหมืองเก่าอายุกว่า 100 ปี จะพบบ้านพัก ซากเครื่องมือ รวมถึงรถแทรกเตอร์ เรียงรายอยู่ตลอดทาง ปัจจัยหลักที่ทำให้เหมืองเหล่าานี้ต้องหยุดตัวลง เนื่องจากราว 30 ปีที่แล้ว จีน และ บราซิล ซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตแร่วุลแฟรมได้เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ประกาศจะไม่เข้าร่วมกลุ่มสภาเหมือง แร่ที่อังกฤษ และมีการผลิตแร่วุลแฟรมออกสู่ตลาดโลกเป็นจำนวนมาก ทำให้ราคาตกต่ำลงกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ เหมืองแร่ในเขตนี้นับสิบแห่งจึงปิดตัวลงภายในเวลาอันรวดเร็ว เป็นอันสิ้นสุดยุคทองของชาว เหมืองอย่างสมบูรณ์
เราผ่านตามเส้นทางที่มีความสูงตั้งแต่ 700-900 เมตร จากระดับน้ำทะเล จนลดระดับเข้าสู่ที่ต่ำ ซึ่งรกครึ้มไป ด้วยป่าดิบชื้น พบกับลำธารสายหนึ่ง ก็ผ่านไปได้อย่างไม่ยากเย็น แต่เมื่อมองย้อนกลับไป ความกังวลหนึ่งก็ ปรากฏในใจของพวกเรา สายน้ำที่ผ่านเปลี่ยนเป็นสีแดงขุ่นโคลน นั้นหมายถึงอุบัติการณ์ที่บอกให้รู้ว่า เหนือ สายน้ำขึ้นไปมีปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาหนักมาก โอกาสที่จะเกิดน้ำป่าไหลหลาก จึงมีความเป็นไปได้
ไม่นานนักเราก็มาถึงเหมืองสมศักดิ์ 2 แต่จุดหมายปลายทางของเราในการเดินทางมาบนเส้นทางสายนี้ ยังไม่สิ้นสุด  ...
pic_3.jpg (47552 bytes)
pic_4.jpg (23661 bytes)
หลังอาหารมือ้เที่ยง เราต้องรีบเดินทางสู่ สายธาร กลางป่าใหญ่ชื่อว่า "น้ำตกเจ็ดมิตร" ซึ่งอยู่ห่างไปอีก ประมาณ 1 กม. ท่ามกลางสายฝนที่ไม่มีที่ท่าว่าจะหยุด แต่ทางรถ กลับสิ้นสุดลงที่ 300 เมตรเท่านั้น เมื่อมา พบกับต้นไม้ใหญ่ล้มทอดตัวขวางทางอยู่ ครั้นเห็น หมดปัญญาที่เราะจัดการกับมันได้ จึงจำต้องทิ้งรถ ออกเดินเท่าเข้าไปตามเส้นทางที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำ จากจุดนี้เราสามารถมองเห็นสายน้ำของน้ำตกเจ็ด มิตรไหลบ่าลงมาจากแผ่นผา เป็นแนวสีขาวตัดกับ สีเขียวของผืนป่า
เมื่อถึงน้ำตก เราะได้ประจักษ์ถึงความยิ่งใหญ่ของ น้ำตกเจ็ดมิตร สายธารที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางขุนเขา
ซึ่งบัดนี้ ดูเหมือนจะแฝงไปด้วยความเกรี้ยวกราด ดุดัน อันเนื่องขากประมาณน้ำที่ล้นหลามในหน้าฝน ที่ไหลจากหลายร้อยแหล่งมารวมกัน กระโจนตัวลง
pic_6.jpg (32839 bytes)
จากหน้าผาเบื้องบนกระแทกแผ่นหินเบื้องล่าง แตกตัวเป็นละอองพวยพุ่งปกคลุมจนทั่วบริเวณ เมื่อ พวกกับสภาพแวดล้อมที่รกครึ้มไปด้วยป่าดิบชื้น และท้องฟ้าที่มืดจากเมฆฝน ทำให้น้ำตกเจ็ดมิตร ณ เวลานี้แฝงเร้นไปด้วยความน่าเกรงขาม จนเราหวั่นใจไม่อยากไปเข้าใกล้
ช่วงเวลาที่ดีมักผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทุกอย่างดูเหมือน จะจบอย่างสมบูรณ์ คล้านนิยายท่องไกร เพราะเราได้ มาถึงจุดหมายปลายทาง แต่ชีวิตจริงจำต้องมีการเดิน ทางกลับเสมอ ทำให้หวนคิดถึงห้วยน้ำสีแดงขุ่นคลั่ก บนเส้นทางที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าตอนนี้จะเพิ่มปริมาณสูง ขึ้นสักกี่มากน้อย
ใช่แล้ว การเดินทางของเรายังไม่จบ ...
CAR AUDIO